สีของเพชร (Color)
หลักการพื้นฐานที่ใช้พิจารณาคุณภาพของเพชร จะใช้หลัก 4 ประการด้วยกัน ที่เรียกกันว่า 4Cs ประกอบด้วย Color (สีของเพชร) Clarity (ความบริสุทธิ์) Carat (น้ำหนักเพชรเทียบเป็นกะรัต) และ Cut (รูปแบบและทรงการเจียระไน)
ในการเลือกซื้อเพชร Carat มักจะเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ซึ่งก็มีความเหมาะสมเพราะเป็นตัวกำหนดงบประมาณของผู้ซื้อเอง แต่คุณภาพและมูลค่าของเพชรไม่ได้ถูกกำหนดด้วยน้ำหนักหรือขนาดของเพชรเพียง อย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ใช้ในการประเมินด้วย จึงไม่แปลกหากเพชรเม็ดใหญ่บางเม็ดจะมีราคาต่ำกว่าเพชรที่มีขนาดเล็กกว่า
การจำแนกเฉดสีของเพชร สามารถเรียงจาก D ไปจนถึง Z ซึ่งหากแทนด้วยอักษร D จะหมายถึง มีความขาวใส มากที่สุด ซึ่งบางครั้งคนไทยจะเรียกว่า "น้ำ" เพชรน้ำยิ่งสูงก็จะยิ่งขาวและไม่มีสีเหลืองเจือปน เพชรระดับไร้สี (Colorless) ได้แก่ เพชรน้ำ 100, 99, 98 หรือ เพชรสี D, E, F จะหายากและมีราคาสูงสุด ส่วนเฉดสีอื่น ๆ จะไล่ไปเรื่อย ๆ เช่น สีนวลอ่อน อาจจะแทนด้วยอักษร G สีเหลืองแชมเปญ จะไล่ลงไปเป็น L เหลืองเข้ม จะใช้แทนด้วย P จนกระทั่งไปถึงตัวอักษร Z ที่จะเป็นสีเหลืองสด และถูกแยกออกเป็นเฉดสีเพชรแฟนซี
การจำแนกสีของเพชร จะแยกเฉพาะโทนสี ขาว และเหลืองเท่านั้น หากแยกออกไปจากนี้จะเป็นรูปแบบเพชรแฟนซี ซึ่งจะมีสีสันสดใสและแปลกตาออกไป
เหตุที่แยกโทนสีเฉพาะสีเหลืองเพราะว่า คาร์บอนในตัวของเพชร เมื่อได้รับความร้อนหรือสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบอื่น ๆ จะทำให้เพชรมีสีแตกต่างออกไป เช่นเพชรสีเหลืองมีธาตุในโตรเจนเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย สีน้ำเงิน อาจมีไทเทเนียมและเหล็กเจือปน หรือสีแดงอาจจะเป็นโครเมียมเจือ ปน ส่วนเพชรชมพูนั้นเกิดจากโครงสร้างของตัวเพชรเอง ส่วนสีเขียวนั้นเป็นเพชรที่ได้รับรังสี ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ทำให้เกิดเป็นเพชรแฟนซี ที่มีสีสันแตกต่างออกไป และราคาแพงมากกว่าสีขาว เนื่องจากหายาก แต่อย่างไรก็ตาม เพชรสีขาวใสสะอาด เป็นที่นิยมมากกว่าเพชรแฟนซี แต่ในปัจจุบันได้มีผู้ผลิต หลายราย นำเพชรสีขาวมาปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้เกิดเป็นเพชรสีแฟนซี ต่าง ๆ ขึ้น เช่น ทำการอบ การเผา หรือการฉายรังสี ทำให้เกิดสีต่าง ๆ เช่น สีเขียว สีเหลือง และสีฟ้า เป็นต้น
ทำไมเพชรจึงมีสี?
การเกิดสีของเพชรมาจากคาร์บอนในเพชร เมื่อได้รับความร้อนหรือสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบอื่น ๆ จะทำให้เพชรมีสีแตกต่างออกไป เช่น เพชรสีเหลืองมีธาตุไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย สีน้ำเงินอาจมีไทเทเนียมและเหล็กเจือปน หรือสีแดงเกิดจากมีโครเมียมเจือปน ส่วนเพชรชมพูนั้นเกิดจากโครงสร้างของตัวเพชรเอง ส่วนสีเขียวเป็นเพชรที่ได้รับรังสี ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ทำให้เกิดเป็นเพชรแฟนซีที่มีสีสันแตกต่างออกไป และราคาแพงมากกว่าสีขาวเนื่องจากหายาก อย่างไรก็ตามเพชรสีขาวใสสะอาดยังคงเป็นที่นิยมมากกว่าเพชรแฟนซี แต่ในปัจจุบันได้มีผู้ผลิตหลายรายนำเพชรสีขาวมาปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้เกิด เป็นเพชรสีแฟนซีต่าง ๆ ขึ้น เช่น ทำการอบ การเผา หรือการฉายรังสี ทำให้เกิดสีต่าง ๆ เช่น สีเขียว สีเหลือง และสีฟ้า เป็นต้น
น้ำกับการจัดกลุ่มเพชร
เมื่อกำหนดขนาดของเพชรแล้ว สิ่งที่ผู้ซื้อจะต้องคำนึงถึงในลำดับต่อมาก็คือ สีของเพชร หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า "น้ำ" การจำแนกสีของเพชรจะมีทั้งหมด 23 ระดับ ตั้งแต่ D ไปจนถึง Z โดยที่ D คือ เพชรที่มีน้ำ 100 เป็นเพชรระดับไร้สีที่ดีที่สุด ไปจนถึง Z ที่จะมีสีเหลืองสด และถูกจำแนกเป็นเพชรสีแฟนซี (Fancy Color Diamond)
สถาบัน อัญมณีศาสตร์ชั้นนำได้ทำการการจัดกลุ่มเพชร โดยจัดให้เพชรที่มีสี D, E, F(น้ำ 100, 99, 98) เท่านั้น ที่จัดอยู่ในกลุ่มเพชรไร้สี (Colorless) ซึ่งเป็นกลุ่มที่หายากและมีราคาสูงที่สุด สำหรับจิวเวลรี่โดยทั่วไป เพชรที่มีน้ำ 97-96-95-94 (G-H-I-J) เป็นเพชรที่ได้รับความนิยม เนื่องจากคุ้มค่าทั้งในแง่ของราคาและคุณภาพ เมื่อนำมาประดับตัวเรือนทองหรือทองคำขาวก็มีความสวยงามแล้ว

ในการจำแนกสีของเพชรนั้น ต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญและต้องเทียบกับ Master Set เท่านั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องมี Certificate กำกับเพชร
ทำไมการจำแนกสีเพชรจึงเริ่มต้นที่ D?
การจำแนกสีเพชรโดยใช้ระบบของ GIA จะมีทั้งหมด 23 ระดับ ตั้งแต่ D - Z ซึ่งที่มาของการเริ่มต้นด้วยอักษร D นั้น เนื่องจากก่อนที่จะกำหนดระบบนี้ขึ้นมา อุตสาหกรรมเพชรมีการกำหนดวิธีการจำแนกเพชรในรูปแบบต่าง ๆ กันไป เช่น จำแนกเป็น AA หรือ ใช้ตัวเลขอารบิค 0,1,2,3 หรือเลขโรมัน I, II, III หรือใช้คำศัพท์ระบุว่า Blue White / Gem Blue เพื่อให้ระบบของ GIA มีความเป็นเอกลักษณ์และไม่ซ้ำกับระบบที่ใช้อยู่เดิม จึงได้กำหนดให้เริ่มต้นด้วยอักษร D ซึ่งในปัจจุบันแม้ว่าระบบอื่น ๆ จะยังคงมีผู้ใช้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีระบบใดที่ชัดเจนและได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากลเท่ากับระบบที่ กำหนดโดย GIA
-
วิธีดูสีเพชรแบบง่าย ๆ
- วางคว่ำหน้าเพชรบนกระดาษขาว (เพื่อความชัดเจน ควรวางเพชรเทียบกันอย่างน้อยสองเม็ด)
- เอียงกระดาษทำระดับกับสายตาประมาณ 45 องศา ภายใต้แสงแดดหรือไฟสีขาว